ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

Translate

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Advice โปรแรงส่งท้ายปี ลดทั้งเว็บสูงสุด 20% 19-25 ธันวา 16

Peerless Martial God ตอนที่ 97


ตอนที่ 97 เมืองจักรพรรดิ










หลิวชางหลาน ยังคงนั่งคุกเข่าและเอาหัวโขกกับพื้นเวทีต่อไป


ทหารทุกคนที่เฝ้าดูฉากนี้รู้สึกว่าเป็นเรื่องของท่านแม่ทัพ พวกเขารู้สึกไร้พลังและสิ้นหวัง
ที่เห็นแม่ทัพที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาที่กำลังทุกข์ทรมานอย่างมากในขณะนี้


ทั้งกองทัพรู้สึกใกล้ชิดกับแม่ทัพของพวกเขา ถ้าทหารถูกโจมตีแม้ว่าจะอยู่ในระดับต่ำที่สุด
หลิวชางหลาน ไม่ลังเลที่จะปกป้องพวกเขา ...


หลิวชางหลาน ไม่ได้คุกเข่าลงต่อหน้าคนอื่น เขาไม่ได้คำนับต่อหน้าองจักรพรรดิ แต่ใน
ตอนนี้เขาคุกเข่ากว่าครั้งไหนๆในชีวิตของเขา


"นิกายหยุนไห่ มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับข้า แต่ข้ากลับหนีออกมา ทำไมข้าช่างไร้ยางอาย
เยี่ยงนี้? "


หลิวชางหลาน มองด้วยสายตาที่ไร้ชีวิตชีวาซึ่งทำให้เหล่าทหารทุกนายของเขารู้สึกเช่น
เดียวกัน พวกเขาตะโกนพร้อมกัน: "ท่านแม่ทัพ!"


ปราณ ที่แข็งแกร่งได้ถูกปลดปล่อยออกมาในชั้นบรรยากาศและเขายกแขนขึ้นเพื่อเตรียม
พร้อมที่จะทำลายการบ่มเพาะพลังของตัวเอง เหล่าทหารกำลังมองเขาและทันใดนั้นก็ไม่มี
การเคลื่อนไหวใดๆ หลินชางหลาน เคลื่อนไหวเหมือนศพที่ล้อมรอบตัวเขาที่เต็มไปด้วย
ความเงียบอย่างสมบูรณ์ในหุบเขา


“ขี้ขลาด”


เสียงที่เย็นชนและไม่แยแสดังไปทั่วหุบเขา เมื่อทุกคนได้ยินเสียงพวกเขาดูมึนงง


ขี้ขลาด? หลิวชางหลาน เป็นคนขี้ขลาดงั้นรึ?


"ตั้งแต่เจ้าได้ทิ้งนิกายหยุนไห่ไป เจ้าก็เกี่ยวข้องกับการทำลายล้างนิกาย เจ้าต้องชดใช้
ด้วยชีวิตของเจ้า "


คำเหล่านี้ทำให้ทหารโกรธมาก หลินเฟิง เป็นคนที่พูดคำเหล่านั้นกับ หลิวชางหลาน ตั้งแต่
เขาดูถูก หลิวชางหลาน เขาต้องตาย


“ฟิ้ววว ... .”


ในขณะนั้นพลังอำนาจที่น่าเหลือเชื่อและพลังปราณเคลื่อนตรงไปยังร่างของ หลินเฟิง


กองทหารม้าหุ้มเกราะ กำลังปลดปล่อยพลังที่แข็งแกร่งและมีพลังอย่างมหาศาล หลินเฟิง
กำลังถูกกดดันอย่างหนักและรู้สึกว่ากระดูกของเขากำลังจะระเบิดออกมา กองกำทหารม้า
เหล่านี้เท่านั้นที่สามารถปลดปล่อยพลังดังกล่าวได้


หลินเฟิง เกำลังทรุดตัวลงภายใต้น้ำหนักของพลังปราณแต่เขายังคงสงบก่อนะมองไปที่
หลิวชางหลาน บนลานประลองแห่งชีวิต


"เจ้ามันก็เป็นแค่ซากศพที่เดินได้  ต้วนเทียนหลาง ได้บรรลุเป้าหมายของเขานานแล้ว
ไม่จำเป็นต้องพยายามหลบหนีอีกครั้ง เขาเพิ่งใช้เจ้าและไม่ต้องการเจ้าอีกต่อไป "


ทหารทุกคนเต็มไปด้วยความโกรธแต่ หลิวชางหลาน เงยหน้าขึ้นมองไปที่ยอดเขา


"เจ้าพร้อมที่จะตายแล้วแล้วลูกสาวของเจ้า หลิวเฟย ได้กลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งของ
ตระกูลต้วน เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเธอ "


คำพูดของ หลินเฟิง เป็นเหมือนดาบที่แทงไปยัง หลิวชางหลาน หลิวชางหลาน ตะลึง
ลูกสาวของเขา หลิวเฟย กำลังจะแต่งงานกับ ต้วนหาน งั้นรึ?


"เมื่อเจ้าตายอาจจะทุกคนที่เสียชีวิตเพื่อนิกายหยุนไห่ จะได้พักผ่อนในความสงบเพราะ
พวกเขาจะรู้ว่าพวกเขาได้ตายอย่างไม่มีความหมาย ทั้งๆที่พวกเขาหวังในตัวเจ้า "


ทุกคำที่ หลินเฟิง กล่าวมาก็เหมือนดาบที่แหลมคม หลิวชางหลาน หลับตาลงและค่อยๆวางมือลง


ถูกตัอง. หลิวชางหลาน ได้ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างและทุกคน อาจเป็นได้ว่า หลิวเฟย ที่กำลังจะกลาย
เป็นหนึ่งในตระกูลต้วนด้วย? อะไรที่ทำให้เธอต้องแต่งงานกับ ต้วนหาน? พวกมันได้ทำลายนิกาย
หยุนไห่... ดังนั้นจะมีใครปกป้อง หลิวเฟย ได้เล่า?


เมื่อพวกเขาเห็นว่า หลิวชางหลาน ได้เอามือลงทหารไม่รู้สึกโกรธ หลินเฟิง อีกต่อไป พวกเขารู้สึก
ขอบคุณเพราะพวกเขาเข้าใจว่า หลินเฟิง ได้ใช้ถ้อยคำรุนแรงเหล่านี้เพื่อกระตุ้น หลิวชางหลาน
เพื่อป้องกันไม่ให้เขาทำลายการบ่มเพาะพลังของตัวเองหรือแม้กระทั่งจบชีวิตของตัวเอง


โชคดีที่ หลินเฟิง อยู่ที่นี่มิฉะนั้น หลิวชางหลาน อาจฆ่าตัวตายที่นี่


แต่คำพูดของ หลินเฟิง ก็รุนแรงอย่างมาก ทุกถ้อยคำของเขาดังก้องอยู่ในใจของ หลิวชางหลาน
และเพิ่มความเศร้าโศกของเขาเท่านั้น


"ดูแลท่านแม่ทัพของเข้า นิกายหยุนไห่ไม่ได้เกลียดหรือโทษเขา ผู้พิทักษ์เป่ย กังวลเกี่ยวกับเขา
อยู่เสมอ ภรรยาของอดีตประมุขยังเคารพและชื่นชมเขาเช่นกัน เธอยังได้ยกโทษให้เขาสำหรับทุก
อย่างที่เกิดขึ้นในอดีต เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะจำมันไว้ "


หลินเฟิง ได้หยุดมองไปที่ หลิวชางหลาน และเดินไปที่กองทหารม้าที่นั่งอยู่บนม้าหุ้มเกราะ
และในขณะที่ยังคงจับมือของ เมิ้งชิง เขาพูดคำเหล่านี้กับทหาร


ในขณะที่ หลินเฟิง เดินออกมา หลิวชางหลาน ได้เปิดตาของเขาและแสงเฉียบคมและมุ่งมั่นเป็น
ประกายทำให้กองทัพของเขาดีใจ ท่านแม่ทัพของพวกเขากลับมาแล้ว


"ทุกคนจงช่วยข้าฝังสมาชิกนิกายและเพื่อนของข้า และปล่อยให้ผู้ที่ตายไปแล้วพักสงบ นี่คือคำสั่ง "


เสียงของ หลิวชางหลาน นั้นนิ่ง แต่ก็มั่นคง


"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเจ้าจะต้องเฝ้าอาณาเขตนิกายหยุนไห่ ห้ามใครเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาต
จากข้าอย่าปล่อยให้ใครเข้ามาได้ ถ้าพวกเขาพยายามที่จะเข้ามาโดยขัดขืน ให้ฆ่าพวกเขา
โดยไม่ต้องเมตตา. "


หลิวชางหลาน เข้มงวดกับคำสั่งของเขา เมื่อเขาพูดจบทุกคนก็ตะโกนพร้อมกัน: "ตามที่ท่านแม่ทัพสั่ง!"


หลิวชางหลาน มองอย่างร้ความรู้สึก เขาได้ปีนขึ้นไปบนยอดเขาและจ้องมองไปไกลราวกับว่ากำ
เขากำลังมองหา หลินเฟิง


"ท่านแม่ทัพ."



ในขณะนั้นทหารได้เดินไปหา หลิวชางหลาน และหยุดอยู่ตรงหน้าเขา


"มีอะไร?"หลิวชางหลาน ถาม


"ท่านแม่ทัพชายหนุ่มคนหนึ่งบอกกับข้าไปบอกท่านแม่ทัพว่า นิกายหยุนไห่ไม่ได้โทษหรือเกลียดท่าน
ผู้พิทักษ์เป่ย เป็นห่วงท่านอยู่ทุกวันและภรรยาของอดีตประมุขได้ให้อภัยท่านสำหรับทุกอย่าง เธอยัง
ชื่นชมและนับถือท่านในวาระสุดท้ายของเขา "


หลิวชางหลาน ยืนขึ้นและพูดไม่ออก


เขายกมือขึ้นและมองไปบนท้องฟ้า คนที่มีพลังอำนาจและผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน ...
 มีน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของเขา


"ได้โปรดให้อภัยแก่ศิษย์ที่ไม่คู่ควรคนนี้ด้วย ... "


..................


หลังจากนั้นไม่นาน หลิวชางหลาน ก็หายใจเข้าลึก ๆ และหยุดร้องไห้ เขามองเห็นภาพเงาบนขอบฟ้า


"หลินเฟิง!"


หลิวชางหลาน ไม่เคยเห็น หลิวเฟิง แต่ หลิวเฟย ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับเขาไว้มากมาย เขาอยากรู้ว่า
ชายหนุ่มคนไหนกันที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนจำนวนมากในนิกายหยุนไห่ ... และทำไมเขา
ถึงได้ช่วยชีวิต หลินเฟิง ให้รอดพ้นจากความตายด้วยการสละชีวิตของตัวเอง


ในขณะนั้น หลิวชางหลาน เริ่มเข้าใจว่า หลินเฟิง อาจไม่ใช่คนธรรมดา


ถ้า หลินเฟิง เป็นคนธรรมดาเขาจะใช้ถ้อยคำดังกล่าวได้อย่างไรเมื่อพูดกับ หลิวชางหลาน?


ถ้า หลินเฟิง เป็นเด็กอายุสิบหกปีโดยทั่วไปเขาไม่น่าต่อต้านพลังปราณของทหารม้าหุ้มเกราะ
ได้โดยไม่แหลกสลาย?


ถ้า หลินเฟิง เป็นเด็กธรรมดาเขาจะไม่กลับมาที่นิกายหยุนไห่ เขาต้องจากไปและไม่มีวันกลับมาแน่ๆ
หลังจากที่ทั้งหมด ต้วนเทียนหลาง และคนอื่น ๆ อีกหลายคนต้องการจะฆ่าเขา



หลินเฟิง กลับไม่ได้ออกจากนิกายหยุนไห่ แม้ว่าผู้พิทักษ์เป่ย ได้บอกให้เขาไปที่เมืองต้วนเหลิน
เพื่อหา หลิวชางหลาน เขาไม่มีทางปล่อยให้ซากศพของนิกายของเขามีมลทินเป็นแน่ เขาจะอยู่
และปกป้องพวกเขาเพื่อให้คนตายสามารถพักผ่อนได้ง่าย แต่ตอนนี้ที่เขาได้เห็น หลิวชางหลาน
มาพร้อมกับกองทหารของเขา เขาได้ตัดสินใจที่จะออกไปเพราะกองทัพ หลิวชางหลาน มีความ
สามารถในการปกป้องอาณาเขตของนิกายหยุนไห่มากกว่าเขา พวกนั้นมีพลังและมีคนจำนวน
มาก


หลินเฟิง รู้ว่าตระกูลจักรพรรดินั้นแข็งแกร่งที่สุดภายในแคว้นซู่วเย่ว แต่ในทวีปเก้าเมฆามีคน
ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าจักรพรรดิ


มีคนในทวีปที่สามารถทำลายล้างทั้งแคว้นซู่วเย่วได้ หากพวกเขาต้องการ


หลินเฟิง ต้องการเข้าถึงความสามารถเหล่านั้น


ในขณะนั้น หลินเฟิง และ เมิ้งชิง กำลังยืนอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ หลินเฟิง มองภาพเงาของ
หลิวชางหลาน จากยอดเขาลงมาด้วยความเร็วสูงสุด


"ไปกันเถอะ" พวกเขากระโดดลงมาจากก้อนหินขนาดใหญ่และใช้ถนนเล็ก ๆ พวกเขา
เริ่มออกวิ่งออกห่างจาก หลิวชางหลาน ไปไกล


"ไม่มีคำถามมากมายที่เจ้าอยากจะถามบ้างเลยรึไง?"


หลินเฟิง ถาม เมิ้งชิง ด้วยเสียงต่ำ


"ถ้าเจ้าไม่บอกข้า ข้าจะไม่ถาม" เมิ้งชิง ตอบด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ ดูเหมือนหัวใจของเธอไม่เคย
สั่นไหวมาก่อน หลินเฟิง อยากรู้ว่าเธอเคยยิ้มหรือหัวเราะบ้างหรือไม่


"แม่ของข้าได้บอกว่าเมื่อชายคนหนึ่งเศร้า ดีที่สุดคือการปล่อยให้เขาเก็บความคิดของเขาไว้
กับตัวเองและไม่ต้องถามอะไรเขาเลย"


หลินเฟิง ไม่คาดคิดว่าเธอจะพูดต่อ เธอจ้องมองไปที่ หลินเฟิง ดูเหมือนว่าเธอต้องการยืนยัน
คำที่แม่ของเธอเคยพูดไว้และดูว่าจริงอย่างที่แม่เธอได้กล่าวไว้หรือไม่


"ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ารู้จากโลกภายนอก คือแม่ของเจ้าได้เล่าให้ฟังงั้นสินะ?"



เมิงชิง ตอบกล่าวขณะที่พยักหน้า


"แม่ของเจ้าบอกอะไรคุณเกี่ยวกับผู้ชายอีกบ้าง?" หลินเฟิง ถาม หลินเฟิงมีความรู้สึกว่า เขาไม่รู้
อะไรเกี่ยวกับโลกแม้ว่าเขาจะมีความทรงจำจากสองโลกที่แตกต่างกันก็ตามและ เมิ้งชิง แต่เธอก็มี
 เพียงแต่ความทรงจำเกี่ยวกับหุบเขาวายุทมิฬเท่านั้น


"แม่ของข้ายังบอกด้วยว่า ... ไม่มีอะไรดีเสมอไป" เมิ้งชิง กล่าว



"............ " หลินเฟิง รู้สึกประหลาดใจ เขามองไปที่ เมิ้งชิง ตาของเขาเต็มไปด้วยความอยากรู้
ดูเหมือนว่า เมิ้งชิง กำลังจะบอกเขาถึงเรื่องส่วนตัว เป็นไปได้หรือไม่ที่แม่ของเธอตัดสินใจที่จะมี
ชีวิตอย่างสันโดดตัดขาดจากโลกภายนอกโดยอยู่ในดินแดนภูเขาวายุทมิฬเพราะเธอรู้สึก
เจ็บปวดในอดีต?


"เธอบอกข้าว่าผู้ชายนั่นน่ากลัวและน่าขยะแขยง แต่เจ้าดูเหมือนจะเป็นคนที่ดีจริงๆ
สิ่งที่แม่บอกไว้ มันใช้ไม่ได้กับเจ้า "


ใบหน้าที่สวยงามของเธอดูน่ารักอย่างมากราวกับว่าเธอไม่เข้าใจสิ่งที่เธอกำลังพูดถึง เธอเป็นคน
อยากรู้อยากเห็นอย่างมากเกี่ยวกับโลกภายนอกซึ่งเป็นเหตุผลที่เธอได้แอบหนีไปกับ หลินเฟิง


ช่วยไม่ได้ที่ หลินเฟิง จะหัวเราะออกมา รู้สึกดีจริงๆที่ได้หัวเราะหลังจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น


"มีเรื่องอื่นอีกไหม? แม่ของเจ้าบอกอะไรเจ้าอีก? "



"เธอบอกกับข้าหลายสิ่งหลายอย่าง" เมิ้งชิงกล่าวพร้อมพยักหน้า จากนั้นเธอก็มองไปที่ หลินเฟิง
และกล่าวว่า "แต่ข้าไม่บอกเจ้าหรอก"


“............”


เมืองจักรพรรดิ,แคว้นซู่วเย่ว... ทั้งสองต่างก็กว้างใหญ่ไพศาล


หลายพันล้านคนอาศัยอยู่ในเมืองจักรพรรดิ แต่ก็ไม่ได้แออัด


เมืองจักรพรรดิมีถนนขนาดใหญ่ หลายร้อยคนสามารถเดินเคียงข้างกันบนถนนขนาดใหญ่นี้ได้


ในเมืองจักรพรรดิมีคนเดินเท้าเป็นส่วนใหญ่ แม้กระทั่งผู้ที่มีม้ามักไม่ได้ขี่มันในเมือง แต่จูงพวกมัน
ด้วยมือแทน


ในเมืองจักรพรรดิมีผู้บ่มเพาะพลังที่แข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่ออยู่มากมายหลายคน คนที่กลายเป็น
คนร่ำรวย พวกเขารวมของหลายอย่างได้โดยการฆ่าสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมีหลายคนที่มีม้า
ราคาแพงมาก


ไม่กี่วันต่อมาก็จะเป็นพิธีเปิดของลานศักดิ์สิทธิ์ซูวเย่ว บรรดาศิษย์ที่เข้มแข็งที่สุดของนิกายที่
ใหญ่ที่สุดของแคว้นจะอยู่ที่นั่น ลานศักดิ์สิทธิ์ซู่วเย่วเต็มไปด้วยคนโลภและมักเป็นที่ปรารถนา
สำหรับอัจฉริยะจำนวนมาก


ผู้เพาะพลังรุ่นเยาว์หลายคนตั้งแต่อายุหกขวบถึงสิบแปดปีก็ได้หวังว่าจะสามารถเข้าร่วมลาน
ศักดิ์สิทธิ์ได้ ในสภาพเช่นนี้พวกเขาอาจจะสามารถกลายเป็นผู้บ่มเพาะพลังที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต
ได้ ลานศักดิ์สิทธิ์ซู่วเย่ว เป็นสถานที่ฝึกการบ่มเพาะพลังได้ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของแคว้น


ในขณะนั้นเงาของใครบางคนกำลังเดินอยู่บนถนนสายหลัก พวกเขาดึงดูดความสนใจของทุกคน
ในกลุ่มคนมีหญิงสาวคนหนึ่งสวมเสื้อสีแดง เธอดูสวยงามอย่างมาก ปราณน้ำแข็งและไฟได้โผล่
ออกมาจากร่างกายของเธอไม่รู้จบ


"คนเหล่านี้ทุกคนต้องการที่จะเป็นสมาชิกของลานศักดิ์สิทธิ์ซู่วเย่ว ... แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ทราบก็
คือมันเป็นเรื่องยากมากที่จะเข้าร่วม อัจฉริยะเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ มีกี่คนที่เข้าร่วมได้กัน? "


หนุ่มสาวได้พูดคุยกันด้วยเสียงต่ำ ทำให้สาวในชุดสีแดงยิ้มอย่างเย็นชา ผู้หญิงคนนั้นที่สวมชุดสี
แดงคือ หลินเซียน


"ข้าได้ยินมาว่า น่าหลานเฟิง ได้กลับมายังเมืองจักรพรรดิด้วย ข้าได้ยินมาว่าลานศักดิ์สิทธิ์ซู่วเย่ว
เป็นที่น่าสนใจจริงๆ ข้าไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ "


หลินหง ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หลินเซียน ได้กล่าวเรื่องนี้ทำให้ หลินเซียน รู้สึกมึนงง ครั้งสุดท้ายที่พวกเขา
ได้เห็นคนอื่น ๆ พวกเขาไม่สามารถที่จะต่อสู้ได้อย่างถูกต้องเพื่อหาว่าใครแข็งแกร่ง


หลินเซียน จำการแข่งขันประจำปีในเมืองหยางโจวได้ ช่วยไม่ได้ที่เธอถูกเรียกว่า ขยะ
จากคนที่ถูกไล่ออกจากตระกูลหลิน


เขาได้ทำให้ทุกคนประหลาดใจในการแข่งขันประจำปี เขาไม่กลัวใครหน้าไหนด้วยพลังในมือเขา
 เขาเป็นอัจฉริยะที่น่าสะพรึงกลัวจริงๆ


แต่ในเมืองหยางโจวผู้คนนับไม่ถ้วนยังไม่รู้จักชื่อของ หลินเฟิง


เธอจำได้ว่า หลินเฟิง ได้ออกจากเมืองหยางโจวได้ใช้ น่าหลานเฟิง เป็นตัวประกันต่อหน้าทุกคน


"ตอนที่นิกายหยุนไห่ไม่มีอยู่อีกต่อไป เขาอาจจะตายไปแล้ว"


หลินเซียน ไม่ทราบว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงได้รู้สึกสับสนไปหมด
หลังจากได้รู้ข่าวว่า หลินเฟิง ตาย...







Cr.tuiimyk  แปลเล่นๆครับ ไม่อยากรอนานๆ ถ้าตกหล่นแปลผิดยังไงก็ขอโทษด้วยนะครับ มือใหม่ครับ
อ่าน Eng ได้ที่ http://totallyinsanetranlation.com/peerless-martial-god-index/
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
รบกวนกดโฆษณาเพื่อเป็นกำลังให้แก่ผู้แปลด้วยนะครับ

ความคิดเห็น

  1. อยากเห็นหลินเฟิงเราโหดขึ้นอีก....รออ่านต่ออยากรู้ว่าจะได้วิชาอะไรเทพๆๆบ้าง

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น

Facebook