ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

Translate

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Advice โปรแรงส่งท้ายปี ลดทั้งเว็บสูงสุด 20% 19-25 ธันวา 16

Peerless Martial God ตอนที่ 15


ตอนที่ 15 การต่อสู้ในลานประลองแห่งชีวิต Part 3






” ตูมมมมม ! “

” ฮ่าๆๆๆ “

เจียงฮ่วยเคลื่อนที่ไปรอบๆและโจมตีหานหมานจากด้านข้าง เขาไม่มีแม้เวลาจะให้ป้องกันตัว เจียงฮ่วยไม่ปล่อยให้หานหมานได้พักแม้แต่น้อย และเริ่มชกไปที่หานหมานอย่างต่อเนื่อง หานหมานสูญเสียทัศนวิสัยในการมองเห็นเนื่องจากผงที่เข้าตา เสียงกระดูกแตกร้าวและเสียงกรีดร้องดังขึ้นไปในอากาศ อย่างไรก็ตามเสียงเหล่านั้นถูกกลืนหายไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของเจียงฮ่วยในช่วงเวลาสุดท้ายแห่งความทุกข์ทรมานของหานหมาน

” เจ้านั่นมันช่างไร้ยางอายเสียจริง มันวางแผนที่จะใช้ผงนั่นตั้งแต่แรกแล้ว ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก!” มีผู้คนจำนวนมากอยู่รายล้อมลานประลองแห่งชิวิต ทุกสายตาจับจ้องไปที่การต่อสู้

” เหอะ ในลานประลองแห่งชีวิต ไม่ได้มีกฎเขียนไว้ว่าต้องต่อสู้อย่างยุติธรรม พวกเจ้าจะใช้วิธีการใดก็ได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ ” จิ่งห้าวกล่าว

อย่างไรก็ตาม หลินเฟิงทำราวกับไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น และเดินตรงไปยังลานประลอง จู่ๆ จิ่งห้าวก็เดินเข้ามาขวางทางไม่ให้หลินเฟิงเข้าไปช่วยเหลือหานหมานราวกับว่าต้องการให้หานหมานถูกทุบตีจนตายต่อหน้าผู้คน

” ให้ข้าเข้าไป ” หลินเฟิงกล่าว

” หึ เพียงแค่ขอบเขตพลังปราณขั้นที่ 8 กล้าที่จะท้าทายข้าเช่นนั้นรึ! ข้าจะแก้แค้นให้น้องชายของข้าจิ่งเฟิง เจ้าไม่เกี่ยว ไสหัวไป! หรือเจ้าอยากจะแส่หาเรื่อง? ” จากคำข่มขู่ของจิ่งห้าว หลินเฟิงไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก

” ไม่เกี่ยวข้อง? เจ้าไม่อยากให้คนที่สังหารน้องชายเจ้าอย่างข้ามีส่วนร่วมเช่นนั้นรึ? ข้าเป็นคนตัดศีรษะของมันขณะที่ขอร้องความเมตตาจากข้า ให้หานหมานลงมาและเอาข้าขึ้นไปแทน! ถ้าข้าไม่ได้เข้าไปในลานประลองแห่งชีวิตด้วยความเต็มใจ เจ้าจะแก้แค้นให้กับน้องชายที่น่าสมเพชของเจ้าได้อย่างไร ? ” หลินเฟิงกล่าว

จิ่งห้าวเป็นถึงอันดับ 6 ในการจัดอันดับศิษย์ ถึงแม้หลินเฟิงจะมีพรสวรรค์ที่น่ากลัวแต่การที่จะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่ติดอันดับนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้ ใบหน้าของหานหมานบิดเบี้ยวเมื่อได้ยินสิ่งที่หลินเฟิงกล่าว แต่เสียงของเขาอ่อนแอเกินไปที่จะส่งไปถึง

” หือ? ” จิ่งห้าวแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เขาได้ยิน ดวงตาของเขาค่อยๆเติมเต็มไปด้วยความโกรธและตะโกนออกไปอย่างรวดเร็ว ” เจียงฮ่วย หยุดก่อน! “

เมื่อเจียงฮ่วยได้ยินดังนั้น เขารีบหยุดมือในทันทีและยืนมองจิ่งห้าวเพื่อรอฟังคำสั่งต่อไป

” เจ้าจะเข้ามาแทนที่มันก็ได้ ถ้าเจ้ากล้า ” จิ่งห้าวชี้ไปที่หลินเฟิงพร้อมกับปลดปล่อยจิตสังหารออกมาทางสายตา

ปราศจากคำพูดหลินเฟิงกระโดดขึ้นบนลานประลองในทันที เขามองเห็นใบหน้าของหานหมานที่เต็มไปด้วยเลือดและร่างกายที่บาดเจ็บสาหัส กระดูกหลายแห่งเจาะทะลุผิวหนังออกมา นิ้วมือหักแบบผิดรูปและการหายใจของเขาเต็มไปด้วยความยากลำบาก หลินเฟิงเช็ดเลือดที่เปรอะเปื้อนไปทั่วดวงตาของหานหมานเมื่อเขาไม่สามารถที่จะขยับแขนได้ นี่เป็นการย้ำเตือนหลินเฟิงว่าเขาก็เคยถูกทิ้งไว้สภาพนี้ก่อนหน้านี้เหมือนกัน

” หานหมาน เจ้าสามารถลงจากลานประลองด้วยตัวเองได้หรือไม่? ” หลินเฟิงถาม

” ไม่มีปัญหา ข้ายังไม่ตาย แต่ได้โปรดแก้แค้นให้กับข้าด้วย! ” หานหมานยิ้มอย่างทรมานด้วยความเจ็บปวดไปทั่วร่างกาย

” ไม่ต้องกังวล ” หลินเฟิงรู้สึกเจ็บปวดเมื่อเห็นรอยยิ้มของหานหมาน ชายคนนี้ช่างปากแข็งเสียจริง มันยากที่จะเดินลงไปคนเดียวด้วยสภาพเช่นนี้

หลินเฟิงช่วยพยุนหานหมานและเริ่มเดินออกจากลานประลอง หลินเฟิงหยุนเมื่อได้ยินเสียงของจิ่งห้าว ” เจียงฮ่วย เจ้าคงรู้นะว่าต้องทำเช่นไร? “

” ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะสังหารพวกมันทั้งคู่ ” เจียงฮ่วยตอบกลับ

จิ่งห้าวพอใจกับคำตอบและพยักหน้าเห็นด้วย

” ในลานประลองแห่งชีวิต เจ้าไม่ได้เป็นผู้ที่จะตัดสินชีวิตของตัวเองหรือสหายของเจ้า เจ้าเลือกที่จะมาแทนมัน? ไม่มีปีญหา เจ้าจะได้ตายเป็นคนแรกและจะส่งสหายเจ้าตามไป ” จิ่งห้าวกล่าวอย่างปราศจากความเมตตา ขณะที่เฝ้ามองหลินเฟิงที่ยังคงพยุงหานหมานออกจากลานประลอง

” ก็คงต้องเป็นเช่นนั้น ” หลินเฟิงกล่าวพร้อมทั้งปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า เขาค่อยๆพาหานหมานลงตรงขอบลานประลอง

ในตอนนั้นเอง เจียงฮ่วยได้โคจรพลังปราณธาตุไฟเตรียมไว้แล้ว

” ระเบิดอัคคี! พวกเจ้าทั้งคู่ไปลงนรกซ่ะ! ” จิ่งฮ่วยตะโกนออกมา บอลเพลิงปรากฏบนฝ่ามือของเขามันปลกปล่อยความร้อนที่ทรงพลังออกมา และปกคลุมไปทั่วอากาศ

” ไสหัวไป! ” หลินเฟิงกล่าวขณะที่ชักดาบยาวของเขาออกมา เสียงคำรามราวกับฟ้าร้องกระจายไปทั่วลานประลองในทันที เปลวเพลิงที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยเสียงคำรามเกิดการสั่นไหวขึ้นในทันที ตัวดาบไม่ได้ลดแรงกดดันลงและพุ่งตรงไปยังเจียงฮ่วยที่กำลังวิ่งตรงเข้ามา ทิ้งรูเล็กๆไว้ที่หน้าอกของเขาในที่ๆดาบแทงทะลุเข้าไป

” แปะ แปะ.. ” เลือดไหล่ออกมาจากแผลที่อกของเจียงฮ่วย หลินเฟิงจ้องมองไปที่มันด้วยเจตนาฆ่าฟังอย่างแท้จริง

” ข้าเนี่ยหรือ ที่กำลังจะตาย? ” หลินเฟิงกล่าวขณะที่หัวเราะ เขาแทงดาบลงไปอีกครั้งด้วยทักษะอัสนีคำราม เจียงฮ่วยพยายามที่จะหลบหนีและหลีกเลี่ยงการโจมตีแต่มันก็รวดเร็วจนเกินไปเขาไม่แม้จะตอบสอนงได้ทัน ด้วยความรุนแรงจากทักษะอัสนีคำรามร่างกายของเจียงฮ่วยถูกส่งลอยขึ้นไปในอากาศก่อนที่จะกระแทกลงมาบนพื้นหินอย่างแรง

เจียงฮ่วยไม่สามารถที่จะหลบเลี่ยงการโจทตีได้ ทุกครั้งที่เขาลุกขึ้นจะถูกส่งกระเด็นไปบนอากาศและตกลงมาชนกับพื้นหินที่อยู่ข้างล่าง

” ทักษะอัสนีคำราม… เสียงคำรามราวกับฟ้าร้องออกมาจากดาบเขาของ… เขาสามารถที่จะใช้ทักษะอัสนีคำรามและสร้างเสียงที่ราวกับฟ้าร้องได้ในทุกการโจมตี! อัจฉริยะของนิกายพวกเราผู้นี้คือใครกัน? ” ผู้คนไม่สามารถที่จะระงับความตื่นเต้นไว้ได้ พวกเขาไม่สามารถที่จะคาดเดาตัวตนของหลินเฟิงที่สวมหน้ากากอยู่

จิ่งห้าวถูกครอบงำด้วยความกลัว ใบหน้าของเขากลับกลายเป็นหน้าเกียจด้วยความอับอาย เจียงฮ่วยตื่นตระหนกที่ไม่สามารถรับมือกับหลินเฟิงได้ การจะสังหารหลินเฟิงดูเหมือนจะเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว เจียงฮ่วยพยายามหลบหนีไปยังตรงที่จิ่งห้าวยืนอยู่เพื่อที่จะให้เขาปกป้อง

เจียงฮ่วยจ้องมองไปยังดาบยาวของหลินเฟิงที่กำลังเข้ามาใกล้ มันนอนลงกับพื้นโดยเอามือกุมไปที่ท้อง ดูเหมือนว่ามันจะไม่สามารถที่จะลุกขึ้นยืนได้ แต่มันยังไม่หยุดที่จะคลานไปในทิศทางจตรงกันข้ามมันหลินเฟิงโดยหารู้ไม่ ตอนนี้ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง

” ขะ ข้าไม่อยากสู้อีกแล้ว ข้าขอยอมแพ้ … จะ เจ้าคือผู้ชนะ! “

” ข้าชนะ? ” ราวกับหลินเฟิงได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก เจียงฮ่วยเกือบที่จะฆ่าหานหมาน ถ้าเจียงฮ่วยแข็งแกร่งมากกว่านี้เขาจะต้องฆ่าหลินเฟิงและหานหมานอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้เขากำลังประกาศว่ายอมแพ้ การยอมรับความพ่ายแพ้มันเพียงพอจะชดใช้ในสิ่งที่เขาทำก่อนหน้านี้เช่นนั้นหรือ?

” ตาย! ” ทันใดนั้นเจียงฮ่วยก็คำรามออกไป ผงสีขาวบินตรงไปยังดวงตาของหลินเฟิง ขณะที่เจียงฮ่วยรีบกระโจนไปที่ขอบลานประลอง โชคยังดีที่หลินเฟิงไม่ยอมปล่อยมันแม้แต่วินาทีเดียว

” จิ่งห้าว ช่วยข้าด้วย เร็วเข้า! ” เจียงฮ่วยกล่าวขณะที่รีบไปยังทิศทางของจิ่งห้าว หลินเฟิงกำลังตามมาข้างหลังเหมือนดั่งเงา

มีบางอย่างตกลงมายังขอบนอกของลานประลอง “ตุบบ” จริงๆแล้วมันคือร่างของเจียงฮ่วยที่หลุดออกมาจากลานประลองลงบนพื้น แต่เขาก็ยังยิ้มได้เพราะเขาได้มาถึงหน้าของเจียงห้าวและที่สำคัญเขาอยู่นอกลานประลองแล้ว

จิ่งห้าวไม่สามารถที่จะเข้าไปในลานประลองแห่งชีวิตเพื่อที่จะแทรกแซงการต่อสู้ได้ ถ้าเขาเข้าไปจะกลายเป็นเสียหน้าอย่างมาก อย่างไรก็ตามหลังจากที่ออกมาจากนอกเขตลานประลองแล้ว มันก็ไม่มีกฎใดๆที่ห้ามไม่ให้เข้าไปช่วยเหลือ

” แย่มาก ที่เจ้าไม่ฆ่าข้าซ่ะตั้งแต่ในลานประลองแห่งชีวิต ” เจียงฮ่วยกล่าวขณะมองอย่างเย้ยหยันไปที่หลินเฟิง ผู้ซึ่งยืนอยู่บนขอบของลานประลอง ลานประลองแห่งชีวิตเป็นลานที่จะแย่งชิงชีวิตของผู้คน เจียงฮ่วยกล่าวออกมาจากลานประลอง ถ้าเจียงฮ่วยยังอยู่ในหุบเขาแห่งความป่าเถื่อนหลินเฟิงยังสามารถที่จะไล่ล่าและแอบสังหารเขาได้ แต่เนื่องจากจิ่งห้าวอยู่ด้วยนั้น มันคงเป็นไปได้ยาก

” ก็คงจะเป็นเช่นนั้น เมื่อเจ้าก้าวออกจากลานประลองแห่งชีวิต ชีวิตของเจ้าจะไม่ได้อยู่ในมือข้า แต่จะอยู่ในมือของพระเจ้า การฆ่าเจ้าเท่ากับผิดกฎ “

หลังจากหลินเฟิงกล่าว เขาสร้างคลื่นพลังโดยใช้ทักษะเก้าคลื่นทลายสวรรค์และพุ่งไปในทิศทางของจิ่งห้าว

ปรากฏรอยยิ้มที่อันตรายบนใบหน้าของจิ่งห้าว เก้าคลื่นทลายสวรรค์ถูกสลายด้วยฝ่ามือของเขาและไม่ทิ้งไว้แม้แต่รอย

” อัสนีคำราม “

หลินเฟิงกวัดแกว่งดาบของเขาพร้อมด้วยใช้ทักษะอัสนีคำราม

จิ่งห้าวปลดปล่อยดาบของเขาและโต้กลับด้วยทักษะอัสนีคำรามแบบเดียวกัน

” เก้าคลื่นทลายสวรรค์ ตายซ่ะ!” หลังจากทักษะอัสนีคำรามก็ตามต่อด้วยเก้าคลื่นทลายสวรรค์ หลินเฟิงกระโดดขึ้นไปบนอากาศราวกับเสือและซัดคลื่นพลังไปที่อัสนีคำรามของจิ่งห้าวอย่างไม่หยุดยั้ง มันเริ่มอ่อนแรงลง แต่คลื่นพลังก็ยังพุ่งออกไปราวกับมหาสมุทรที่ไม่มีที่สิ้นสุด

จิ่งห้าวกลายเป็นตื่นตระหนกเขาไม่คิดมาก่อนว่าทักษะของหลินเฟิงจะทรงพลังเช่นนี้ หลินเฟิงใช้ประโยชน์จากทุกวินาที เขาใช้ทักษะอัสนีคำราม แต่ละการโจมตีของเขามุ่งเป้าไปที่จุดสำคัญขิงจิ่งห้าว ทุกครั้งที่คลื่นพลังถูกทำลายก็จะมีอีกคลื่นหนึ่งตามมา ไม่มีเวลาแม้จะหยุดพัก แต่สำหรับจิ่งห้าวเขามีแต่จะถอยหลังไปเรื่อยๆ

เมื่อถึงเวลาที่เขาทำลายการโจมตีทั้งหมดของหลินเฟิง เขาตระหนักได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง หลินเฟิงกำลังยืนอยู่ตรงหน้าของเจียงฮ่วย ดาบยาวของเขาชี้ไปที่คอของเจียงฮ่วย

” เมื่อรวมเก้าคลื่นทลายสวรรค์และอัสนีคำรามมันกลายเป็นการโจมตีที่ทรงพลังแม้กระทั่งบังคับให้จิ่งห้าวถึงกับต้องถอยหลัง แม้ว่าจะเป็นเพียงไม่กี่ก้าวแต่ก็ยังคงสามารถที่จะภูมิใจในตนเองได้ “

ผู้คนต่างเริ่มที่จะพูดคุยกันเรื่องหลินเฟิงที่อยู่เพียงขอบเขตพลังปราณขั้นที่ 8 เท่านั้น จิ่งห้าวเป็นหนึ่งในศิษย์ที่แข็งแกร่งของนิกายและแม้แต่ศิษย์ที่อยู่ในขอบเขตพลังปราณขั้นที่ 9 บางคนก็ไม่ใช่คู่มือของเขา แต่หลินเฟิงที่สามารถทำให้จิ่งห้าวถึงกับต้องถอยหลังและกุมชีวิตของเจียงฮ่วยเอาไว้ ใครบ้างล่ะที่จะจินตนาการถึงสถานการณ์เช่นนี้?

ได้ยินที่คนอื่นๆแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการต่อสู้ จิ่งห้าวไม่สามารถที่จะยับยั้งตัวเองได้ เขามีชื่อเสียงในหมู่ศิษย์ของนิกายและเป็นเพราะหลินเฟิงทำให้เขาต้องเสียหน้าและถูกทำให้อับอาย

” กล้าดียังไง! เอาซิ! ถ้าเจ้ากล้าที่จะสังหารเข้า ข้าจะทำให้ชีวิตของเจ้าราวกับตกอยู่ในนรกทั้งเป็น แม้จะอยากตายแต่ก็ตายไม่ได้! ” จิ่งห้าวตะโกนออกไปด้วยความเกรี้ยวกราด

” ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ ” เจียงฮ่วยขอร้องขณะที่สั่นสะท้าน

” ปล่อยเจ้าไป? ในฝันเจ้าเถอะ เจ้าต้องตายเยี่ยงสุนัขที่นี่ ” เพียงพริบตาดาบของหลินเฟิงกรีดไปที่คอของเจียงฮ่วยอย่างรวดเร็ว

ฉากนี้ทำให้ผู้คนตกตระลึง ร่างของเจียงฮ่วยกองอยู่บนพื้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง เลือดไหลลินออกมาจากบาดแผล

” กล้าหาญยิ่งนัก! ” หนึ่งในศิษย์กล่าวออกมาอย่างเศร้าใจต่อชะตากรรมของหลินเฟิง จิ่งห้าวรู้สึกสั่นสะท้านไปถึงกระดูกสั่นหลังเกี่ยวกับฉากที่เกิดขึ้นตรงหน้า หลินเฟิงไม่เกรงกลัวกฎของนิกายและลงมือสังหารเจียงฮ่วยอย่างโหดเหี้ยม เขาไม่แม้แต่จะสนใจต่อคำขู่ของจิ่งห้าว

ไม่ว่ายังไงจิ่งห้าวก็ไม่หยุดที่จะไล่ล่าหลินเฟิง แล้วทำไมเข้าต้องกังวลกับภัยคุมคามที่ยังไม่มาถึงด้วยเล่า?

” วันนี้เจ้ายัดเยียดความอับอายให้กับข้า แม้ว่าวันนี้ข้าไม่สามารถที่จะสังหารเจ้าได้ แต่ข้าขอสาบานว่าจะทำให้เจ้าประสบพบกับชะตากรรมที่เลวร้ายยิ่งกว่าความตาย ” จิ่งห้าวกล่าวอย่างเครียดแค้น

ทุกคนคิดว่าหลินเฟิงกำลังประสบพบกับปัญหาใหญ่ เขาได้ยั่วยุจิ่งห้าวและแหกกฎของนิกาย แม้ว่าหลินเฟิงจะไม่ตายแต่เขากำลังจะถูกทรมานจนต้องเรียกร้องหาความตายอย่างแน่นอนและนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น หลินเฟิงเป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยม แต่การที่จะสู้กับหนึ่งในสิบของศิษย์ที่มีอันดับ ไม่มีใครคิดว่าเขาแข็งแกร่งพอที่จะต่อต้านได้

จิ้งยวิ๋นกังวลมากจนแทบจะลืมหายใจ น่าเสียดายที่นางยังคงอ่อนแอและไม่สามารถที่จะช่วยเหลือหลินเฟิงได้ จิ่งห้าวสามารถสังหารนางได้ด้วยกระบวนท่าเดียวเท่านั้น

ทุกคนจ้องมองไปที่หลินเฟิงที่ยังดูเงียบสงบ เขาหันกลับไปช้าๆและกระโดดกลับขึ้นไปบนลานประลองแห่งชีวิต

” เขากำลังจะทำอะไร? ” หนึ่งในฝูงชนถามขึ้นขณะมองดูหลินเฟิงที่กระโดนขึ้นไปบนลานประลอง ทำให้ทุกคนต่างมึนงง

หลินเฟิงมาอยู่ตรงกลาง เขาหันกลับไปแล้วมองไปที่จิ่งห้าว และกล่าวออกมาด้วยความเย็นชา ” เจ้ากำลังรออะไรอยู่? ถึงตาเจ้าแล้ว “

ในขณะที่ความเงียบเข้าปกคลุมโดยสมบูรณ์ หลินเฟิงได้ท้าทายศิษย์ที่อยู่อันดับ 6 จากการจัดอันดับศิษย์ให้ขึ้นมาบนลานประลองแห่งชีวิต







เครดิต : https://www.thai-novel.com/นิยาย/นิยายแปลไทย/peerless-matial-god/

ความคิดเห็น

Facebook